กฎ 5 วินาทีใช้ได้ผลหรือไม่ ? หลังจากอาหารตกพื้น

Aug 16, 2019 | Lifestyle

“ตกยังไม่ถึง 5 วิเลย เชื้อโรคยังวิ่งไปไม่ถึงหรอก กินต่อได้”

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินข้อความแบบนี้อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน ในขณะที่คุณหรือเพื่อนทำขนมตกพื้น แล้วรีบก้มเก็บขึ้นมาพร้อมกับพิจารณาว่าจะทานต่อดีหรือไม่

บางคนอาจจะตัดสินใจจากปัจจัยอย่าง เวลาที่ตกพื้น, ความสะอาดของพื้น, บริเวณที่ตก เช่น ในบ้าน หรือบนถนน หรือดูจากคราบฝุ่น สิ่งสกปรก และรอยเปื้อนที่ติดมากับอาหารหลังหยิบขึ้นมา

ดูๆ แล้วเหมือนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจส่วนบุคคล แต่มาลองดูสถิติกันดีกว่าว่าในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บขึ้นมาทานต่อ หรือโยนอาหารชิ้นนั้นทิ้งไป

  • 70% ของผู้หญิง และ 56% ของผู้ชายมักจะอ้างถึง ‘กฎ 5 วินาที’ ในการตัดสินใจว่าจะหยิบอาหารที่ตกพื้นแล้วมาทานต่อหรือไม่
  • คุ้กกี้ และลูกอมมักจะเป็นตัวเลือกที่ถูกหยิบขึ้นมากินต่อมากกว่าผักอย่าง บรอคโคลี่ และดอกกะหล่ำ
  • ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะหยิบอาหารขึ้นมากินต่อหลังตกพื้นมากกว่าผู้ชาย

แล้ว กฎ 5 วินาที คืออะไร? 

กฎ 5 วินาที มาจากความเชื่อทั่วไปที่ว่า ถ้าเราทำอาหารตกพื้นภายในไม่เกิน 5 วินาที เราจะยังสามารถเก็บมารับประทานต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพราะเชื้อโรคบนพื้นยังวิ่งมาไม่ถึงอาหาร หรืออาหารของเราจะยังไม่ปนเปื้อนแบคทีเรีย

แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเช่นนั้นดังความเชื่อหรือเปล่า และการรับประทานอาหารที่ตกพื้นแล้วนั้นไม่อันตรายต่อร่างกายจริงไหม? เราหาคำตอบมาให้คุณแล้ว

การทดลองพิสูจน์กฎ 5 วินาที

งานวิจัยหลายฉบับได้ถูกตีพิมพ์เพื่อพิสูจน์ความเชื่อว่า กฎ 5 วินาทีนั้นถูกต้องไหม และมันปลอดภัยจริงๆหรือเปล่าที่จะรับประทานอาหารที่ตกพื้นแล้วเก็บขึ้นมาภายใน 5 วินาทีหรือน้อยกว่า ทว่าจากการทดลองของมหาวิทยาลัย Rutgers สรุปว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการปนเปื้อนของอาหารหลังตกพื้น มีหลักๆ 3 อย่างดังนี้

1. ปริมาณความชื้นของอาหาร

จากการทดลองนำอาหาร 4 ประเภทได้แก่: แตงโม, ขนมปัง, ขนมปังทาเนย และเจลลี่กัมมี่ (เจลลี่เหนียวแบบ Haribo)

มาตรวจสอบกับพื้นผิว 4 ชนิดได้แก่: เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel), กระเบื้องเซรามิก, ไม้ และพรม

โดยควบคุมระยะเวลาที่อาหารสัมผัสพื้นก่อนเก็บขึ้นมาเป็น 4 ช่วงตั้งแต่: < 1 วินาที, 5 วินาที, 30 วินาที และ 300 วินาที (5 นาที)

พบว่า แตงโมมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย Enterobacter aerogenes (แบคทีเรียตระกูลเดียวกับ Salmonella ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์) มากที่สุด ในขณะที่เจลลี่กัมมี่นั้นเจือปนน้อยที่สุด

นั่นแปลว่า ความชื้นของอาหารนั้นมีผลต่อการเคลื่อนตัวของแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์ที่มาเกาะอาหาร (แตงโมมีความชื้นสูงสุด) เพราะปกติแล้วแบคทีเรียไม่มีขา มันเลยเคลื่อนที่ผ่านความชื้นเป็นหลัก

ยิ่งอาหารมีความชื้นมาก โอกาสที่อาหารจะปนเปื้อนเชื้อโรคก็สูงขึ้น

2. ประเภทของพื้นผิว

การทดลองยังค้นพบอีกว่า พรม เป็นพื้นผิวที่มีการเกาะติดของแบคทีเรียน้อยที่สุด เพราะพื้นผิวของพรมมีส่วนที่สัมผัสกับชิ้นอาหารน้อยกว่าพื้นผิวประเภทอื่น

แปลว่า ประเภทของพื้นผิวก็มีผลต่อการเกาะติดของเชื้อโรคสู่อาหารเช่นกัน ยิ่งพื้นผิวสัมผัสมาก ก็ยิ่งเกาะติดได้มาก

3. ระยะเวลาในการสัมผัสพื้นผิว

เวลาในการสัมผัสนั้นมีผลต่อปริมาณเชื้อโรคที่เกาะติดชิ้นอาหารน้อยมาก เพราะในความเป็นจริง เชื้อโรคและจุลินทรีย์สามารถปนเปื้อนอาหารทันทีที่สัมผัส ได้ภายในเวลาน้อยกว่า 1 วินาทีด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แม้จะรู้จักปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณเชื้อโรคที่จะวิ่งเข้าไปเจือปนในอาหารของคุณแล้ว สิ่งที่เราต้องสนใจมากกว่าคือ สิ่งสกปรกอะไรบ้างที่อยู่บนพื้น และถ้าอาหารตกลงไป การกินอาหารตกพื้นจะส่งผลยังไงกับร่างกายคุณ

สิ่งสกปรกที่อยู่บนพื้น 

บริเวณที่แตกต่างกันมักจะมีสิ่งสกปรกแตกต่างกัน โดยเฉพาะห้องต่างๆในบ้านที่มีหน้าที่ต่างกัน แต่โดยปกติแล้ว สิ่งสกปรกทีเรามักพบเจอบนพื้นนั้นได้แก่

แบคทีเรีย

แบคทีเรียหลักๆที่อยู่บนพื้นนั้นมีอยู่ 2 ประเภท ซึ่งแบ่งออกเป็น แบคที่เรียที่ไม่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งไม่ได้ส่งผลร้ายอะไรต่อร่างกาย และการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคประเภทนี้เข้าไป ก็อาจจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราดีขึ้น และแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค (pathogenic bacteria) เช่น

  •  Salmonella : แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการ อาเจียน ท้องเสีย ท้องร่วง ลำไส้อักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจอันตรายถึงชีวิต ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเชื้อ
  •  Escherichia coli (E.coli) : เชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้ผู้ป่วย ท้องเสีย ท้องอืด คลื่นไส้ เป็นไข้ และอาหารเป็นพิษ
  • Staphylococcus Auresus : แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ผู้ป่วยอาจะมีอาหารเป็นตะคริวในช่องท้องอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อ และอาจะมีการเต้นของชีพจรผิดปกติ

ฝุ่น 

ฝุ่นที่สะสมกันเป็นก้อนอยู่บนพื้น หรือละอองฝุ่นสามารถส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ โดยภายในฝุ่นนั้นประกอบด้วย เซลล์ผิวหนัง ทราย ตัวไรฝุ่น เชื้อรา แมลง หรือเกสรดอกไม้ และอาจรวมไปถึงแบคทีเรียที่มีมากถึง 7,000 ชนิด ซึ่งการไหลของอากาศก็ทำให้ฝุ่นเหล่านั้นจับตัวกันเป็นก้อนและโกยเอาอนุภาคของฝุ่นอื่นๆติดขึ้นมาจนหนาขึ้น อันตรายต่อทั้งระบบหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ

(ถ้าอยากรู้จักอันตรายของฝุ่นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ )

ดิน 

ดินบนพื้นมักจะติดมาจากรองเท้า หรือการก่อสร้าง ซึ่งติดอยู่บนพื้นผิวได้ง่าย โดยเฉพาะพรม ปกติมีทั้งขนาดใหญ่จนมองเห็นได้เป็นเศษดิน และขนาดเล็กระดับไมครอนซึ่งมาจากมลพิษ หรือบุหรี่ โดยมีลักษณะเป็นคาร์บอน สามารถเช็ดหรือทำความสะอาดออกได้ยาก 

ผลของการมีดินสะสมเหล่านี้ นอกจากจะมีเชื้อโรคแล้ว มันยังค่อยๆทำร้ายหน้าพื้นได้เหมือนกับกระดาษทรายเลยทีเดียว

เกิดอะไรขึ้นหลังจากอาหารตกพื้น

การเกาะติดและปนเปื้อน

เมื่ออาหารตกพื้น แบคทีเรียและสิ่งสกปรกนั้นไม่ได้รออยู่บนพื้นเพื่อที่จะวิ่งเข้าไปหาอาหาร แต่แบคทีเรียเหล่านั้นเกาะติดอยู่บนพื้นอยู่แล้ว แปลว่า มันสามารถเกาะติดอาหารของคุณได้ทันที โดยยิ่งถ้าพื้นสกปรกมากเท่าไหน โอกาสที่จะปนเปื้อนเข้าไปก็จะมากยิ่งขึ้น

อันตรายของการปนเปื้อน

แม้เราจะกินอาหารที่มีแบคทีเรียเข้าไป แต่ก็ใช่ว่าแบคทีเรียทุกชนิดจะก็ให้เกิดโรคหรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย และแบคทีเรียหรือเชื้อจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่แค่บนพื้น แต่อยู่รอบตัวเราทุกที่ ทั้งกำแพง ผนัง ลูกบิดประตู ผิวหน้า หรือแม้กระทั่งอากาศที่เราหายใจ แปลว่าเราได้รับแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายเป็นปกติ

แต่อย่าลืมว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคดังที่กล่าวไปข้างต้น จะนอนรออาหารของเราอยู่บนพื้นหรือเปล่า และคุณจะโชคดีพอไหมที่จะไม่เจอกับเหล่าเชื้อโรคร้ายเหล่านี้ เพราะแบคทีเรียจำนวนเพียงแค่นิดเดียว แค่ 0.1 % ก็เพียงพอต่อการทำให้คุณป่วยได้

เราจึงขอแนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆกับเจ้าตัวปัญหาอย่าง อาหารที่ตกพื้นของคุณดังนี้

วิธีจัดการกับปัญหาอาหารที่ตกพื้น

1. เปลี่ยนจากกฎ 5 วินาที สู่ กฎ 0 วินาที (Zero-Second Rule)

เครดิตรูปภาพ : the takeout

ลองเปลี่ยนแนวคิดจากการมองว่า แค่ 5 วินาที ยังกินได้ เป็น การไม่กินอาหารที่ตกพื้นเลยดีกว่า เพราะไม่เพียงแต่อาหารที่จะสกปรกขึ้น แต่มันยังเป็นการกำจัดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคและป่วยจากอาหารโดยตรงด้วย ลองตัดใจและโยนอาหารชิ้นนั้นทิ้งไป เพื่อสุขภาพร่างกายทีดี น่าจะคุ้มค่ากว่าการปวดท้อง และท้องเสียเยอะ

2. ทำความสะอาดชิ้นอาหาร

อีกวิธีการที่ทำให้มั่นใจง่ายๆว่าอาหารของคุณนั้นจะไม่สกปรกจริงๆ คือการนำไปล้างน้ำ ทำความสะอาดโดยตรง หรือถ้าอยากมั่นใจว่าไม่มีเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์อันตรายใดๆ ก็อาจจะนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อนอีกที แต่ไม่ใช่ทุกอาหารที่สามารถนำไปล้างได้ การพิจารณาประเภทของอาหารจึงสำคัญ เช่น ถ้าเป็นผักหรือผลไม้ก็นำไปล้างทำความสะอาดได้ หรือสำหรับอาหารที่มีความชื้นเยอะ เช่นแซนด์วิช การโยนทิ้งไปก็น่าจะดีกว่าการเสี่ยงรับประทานเชื้อโรคเข้าร่างกาย

3. ทำความสะอาดพื้นเสมอ

การที่แบคทีเรีย และสิ่งสกปรกสะสมอยู่บนพื้นเป็นจำนวนมาก มักมาจากพื้นที่ไม่สะอาด หรือพื้นที่เปียกชื้น การเช็ดพื้นให้แห้งและหมั่นดูแลทำความสะอาดบ้าน ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคได้ โดยอาจจะเช็ดถู ใช้เครื่องดูดฝุ่น หรือใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอย่างของ Autobot ที่สามารถกวาดถูทั้งพื้นและพรม เหมาะสมกับลักษณะของพื้นหลายประเภท รวมถึงดูดฝุ่นได้ในเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น เพื่อจะได้มั่นใจว่าห้องนั้นสะอาดปราศจาก ฝุ่น เชื้อโรค และแบคทีเรียมากที่สุด 

ผ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงรู้แล้วว่าจะทำอย่างไร เมื่ออาหารของคุณบังเอิญตกพื้นโดยไม่ได้ตั้งใจในครั้งหน้า และคุณอยากจะลดความเสี่ยงต่อการป่วยไหม ก็ต้องลองเลือกดู

สรุปสุดท้าย

กฎ 5 วินาที ไม่ถูกต้อง 100% เพราะ แบคทีเรียสามารถเกาะติดอาหารได้อย่างทันทีทันใด และเวลาแทบจะไม่มีผลต่อการติดต่อของเชื้อโรคกับอาหาร ส่วนเปอร์เซ็นต์การเกาะติดและปนเปื้อนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอย่าง พื้นผิว และความชื้น แต่ถ้าเชื้อโรคร้ายเกิดอยู่บนพื้นตรงนั้น การลดความเสี่ยงโดยเลือกไม่รับประทานก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ไม่ใช่เพียงอันตรายจากการกินอาหารที่ตกพื้นแล้วเท่านั้นที่ทำให้ร่างกายเรารับเชื้อโรคเข้าไปได้ แต่การทานอาหารไม่สุก ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร วัตถุดิบไม่สะอาดก็ทำให้ป่วยได้ เราจึงควรป้องกันความเสี่ยงด้วยการรักษาสุขอนามัยในการทานอาหารให้ดี รวมถึงทำความสะอาดพื้นและบริเวณบ้านให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อกำจัดเชื้อโรค และแบคทีเรียด้วยเช่นกัน !

Showroom & Autobot Care 198 โครงการ | ยูเซ็นเตอร์ 1 ห้อง A07-A08 ซอยจุฬา 48 | แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

CONTACT

Call:  02-2152-577

Line: @autobot

Email: autobot.main@gmail.com

Instagram: @autobot_vacuum

Facebook: robotmaker