ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเครื่องฟอกอากาศ มันคืออะไร ทำงานอย่างไร และทำไมคนถึงนิยมใช้มัน ?

Apr 3, 2019 | Air Purifier

“91 % ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่เกินกว่าที่องค์กรอนามัยโลกกำหนด”

ข้อมูลจาก The Standard

จากระยะเวลาที่ผ่านมา คนไทยเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยหลากหลายจังหวัดในประเทศไทยมีปริมาณฝุ่นสูงขึ้นถึงขั้นวิกฤติ ยังไม่นับรวมฝุ่นละอองภายในบ้าน และสิ่งสกปรกอื่นๆที่ปนเปื้อนมาในอากาศ อย่าง แบคทีเรีย หรือ ไวรัส  ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและโรคร้ายต่างๆที่มีอันตรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็ยังมีสิ่งที่ดีอยู่เสมอ เพราะทุกวันนี้ก็มีตัวช่วยมากมายที่ทำให้เราสามารถต่อสู้กับฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘เครื่องฟอกอากาศ’

เครื่องฟอกอากาศคืออะไร ?

เครื่องฟอกอากาศ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำจัดสิ่งที่ปนเปื้อนมากับอากาศ เช่น ฝุ่น แบคทีเรีย หรือไวรัส รวมไปถึงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ อย่าง กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นรองเท้า หรือกลิ่นเหม็นต่างๆ โดยหลักการทำงานของมันคือการดูดอากาศที่ปนเปื้อนสิ่งเหล่านี้เข้าไปผ่านกระบวนการ และปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมา

ทำไมเครื่องฟอกอากาศจึงจำเป็นสำหรับบ้าน ?

จากงานวิจัยระบุว่าประมาณ 87 % ของคนไทยใช้เวลาอยู่ในเวลาอยู่ภายในบ้านหรืออาคาร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าข้างในบ้านนั้นมีความเสี่ยงต่อมลพิษทางอากาศที่น้อยกว่า อากาศภายในบ้านน่าจะดีกว่า

(อ้างอิงจากงานวิจัย : file:///Users/jaruphat/Downloads/9741-Article%20Text-20430-2-10-20190223%20(2).pdf )

แต่ความจริงกลับไม่ใช่แบบนั้น

เพราะอากาศภายในบ้านนั้นมีโอกาสเต็มไปด้วยฝุ่น ซึ่งโดยเฉลี่ย 15 % ของฝุ่นภายในบ้านนั้นเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนลงมา (PM10) และยังพอมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนที่เหลือเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและเป็นอันตรายมาก ยังไม่รวมสิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนมากับอากาศอื่นๆ ที่ได้ยกตัวอย่างไปด้านบน

แปลว่า ไม่ว่าจะอยู่นอกบ้านหรือในบ้านคุณเองก็เป็นเหยื่อของผลกระทบที่จะตามมาหลังจากสูดเอาอากาศพวกนี้เข้าไป คือโรคร้ายและปัญหาสุขภาพต่างๆ อย่างเช่น โรคภูมิแพ้ ปัญหาหัวใจและหลอดเลือด การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือแย่ที่สุด โรคมะเร็งปอด  

และการที่คุณมีเครื่องฟอกอากาศไว้ภายในบ้านนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายพวกนี้ได้

เพื่อความชัดเจน ผมได้แยกมาเป็น 5 เหตุผลว่าทำไมเครื่องฟอกอากาศถึงจำเป็นสำหรับคุณ

1. ป้องกันสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ

เครดิตรูปภาพ : Driravathams

สำหรับคนที่มีโรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัว คงเข้าใจดีกว่าเมื่อร่างกายได้สัมผัสและสูดดมฝุ่นเข้าไปแล้ว ถึงจะเป็นปริมาณที่เล็กน้อยแค่ไหน ก็สามารถทำให้อาการกำเริบได้ และในระยะยาว ถ้าสภาพแวดล้อมภายในห้องนั่งเล่น หรือห้องนอน ยังเต็มไปด้วยฝุ่นอยู่ อาการเหล่านั้นก็จะไม่มีทางดีขึ้นได้

ซึ่งเครื่องฟอกอากาศจะทำหน้าที่ดักจับฝุ่น หรือสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่อยู่ในอากาศ เช่น เกสรดอกไม้ และปล่อยอากาศบริสุทธิ์ไปยังพื้นที่นั้นๆ ทำให้คุณสามารถมั่นใจว่าอากาศที่สูดหายใจเข้าไปนั้นจะไม่มีสารก่อภูมิแพ้ใดๆ

2.ช่วยกำจัดขนและสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยง

ถึงแม้ว่าคุณจะพยายามทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณสะอาดแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าบ้านของคุณจะสะอาดและปราศจากเชื้อโรคอยู่ดี เพราะนอกจากขนที่ลอยอยู่ตามอากาศแล้ว ก็ยังมีปัญหาอื่นอย่าง เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว หรือน้ำลาย (ที่เป็นตัวก่อเชื้อโรค) อีกด้วย ซึ่งสามารถทำให้คนที่มีอาการแพ้เป็นอันตรายได้

แต่สำหรับคนที่ไม่มีอาการแพ้สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะในระยะยาว สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อปอดคุณได้ หากคุณยังคลุกคลีกับพวกมันโดยเลือกไม่แก้ปัญหานี้

เครื่องฟอกอากาศจะเข้ามากำจัดและแยกสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ด้วยคุณสมบัติของแผ่นกรองแต่ละชิ้น ทำให้คุณสบายใจได้ว่าคุณและสมาชิกในครอบครัวของคุณจะสามารถเล่นและใช้ชีวิตกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างปลอดภัย

3. ลดความเสี่ยงจากอันตรายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

เครดิตรูปภาพ : Unsplash

ถ้าคุณกำลังเป็นแม่ที่กำลังจะตั้งครรภ์ คุณควรระวังอันตรายจากมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เพราะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จากการสูดดมจุลินทรีย์ แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กที่ปนเปื้อนมาในอากาศ และอาจจะทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ปัญหาทางเดินหายใจของทารก หรืออาจจะทำให้ทารกเสียชีวิต

โดยตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดของเชื้อจุลินทรีย์ก็คือ ‘ทอกโซพลาสมา กอนดิไอ (Toxoplasma gondii)’ ที่เป็นปรสิตเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ภายในเซลล์บุลำไส้ของแมวหรือสัตว์ในตระกูลแมว และคุณก็มีโอกาสสูดดมมันเข้าไปได้นั่นเอง

ซึ่งการใช้เครื่องฟอกอากาศจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ ด้วยคุณสมบัติของแผ่นกรอง UPI Plasma Ion Filter แบบที่อยู่ใน Airbot ที่มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสได้สูงถึง 99 % ทำให้คุณได้ลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อจุลินทรีย์นี้ได้

4.กำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มาจากหลากหลายสาเหตุ เช่น กลิ่นจากบุหรี่ กลิ่นอับ กลิ่นจากสัตว์เลี้ยง หรือกลิ่นจากถังขยะในบ้าน ทำให้ส่งกลิ่นเหม็นกระจายไปทั่วทั้งบ้าน หรือบางครั้งอาจจะฝังแน่นในเฟอร์นิเจอร์ของคุณ ซึ่งถ้าใช้ชีวิตอยู่กับกลิ่นเหม็นและสูดดมมันเป็นเวลานานจะทำให้ประสาทการรับกลิ่นของคุณแย่ลง ซึ่งอาจจะทำให้การตอบสนองต่อกลิ่นช้าลงส่วนนึงเป็นเพราะคุณเริ่มชินกับกลิ่นนั้นๆ

โดยการใช้เครื่องฟอกอากาศจะช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์พวกนี้ รวมไปถึงช่วยลดกลิ่นฝังแน่นและเชื้อโรคในอากาศได้อีกด้วย

5. ลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี

เครดิตรูปภาพ : Unsplash

ถ้าคุณอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยเคมีภัณฑ์ เช่น สีเสปรย์ (ที่อยู่บนกำแพง) สีทาบ้าน ตัวทำละลาย (เช่น สารทำละลายที่เป็นส่วนประกอบของก๊าซต่างๆ) สารฟอกขาว (เช่น สารกันหืนในอาหาร) หรือน้ำมัน การลงทุนซื้อเครื่องฟอกอากาศอาจจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเพื่อดูแลสุขภาพของคุณระยะยาว

เพราะการสูดดมและอยู่กับสารเคมีเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนจะทำให้เยื่อจมูกและหลอดลมอักเสบ หรือสามารถซึมผ่านเนื้อเยื่อเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เป็นพิษได้

ขั้นตอนการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ

ขั้นตอนแรกพัดลมจะทำงานและดูดนำเอาอากาศที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกเข้าไป (Air inlet) เพื่อผ่านกระบวนการต่างๆภายในตัวเครื่อง ก่อนที่จะปล่อยอากาศที่บริสุทธิ์ออกมา

ต่อมาอากาศเหล่านั้นจะค่อยเดินทางผ่านแผ่นกรอง (Filters) ต่างๆ ที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปเพื่อช่วยในการดักจับและกำจัดสิ่งสกปรก สารก่อภูมิแพ้ เชื้อโรค แบคทีเรีย หรือไวรัส

สำหรับ Airbot จะเป็นแบบ 4 Layer Air Filters (แผ่นกรองอากาศ 4 ชั้น) โดยแต่ละขั้นของแผ่นกรองจะมีคุณสมบัติดังนี้

กรองชั้นแรก : แผ่นกรองไอออน (Ion Filter)

ตัวแผ่นกรองจะปล่อยประจุไอออนลบ (Negative Ion) มีหน้าที่เพื่อดึงดูดฝุ่นขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศเข้ามาในตัวเครื่อง และช่วยให้การทำงานของแผ่นกรองอีนาโน (E-nano Filter) แผ่นต่อไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การดูแลรักษาแผ่นกรอง : ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนเลย

กรองชั้นที่สอง : แผ่นกรองอีนาโน (E-nano Filter)

แผ่นกรองอากาศจะสามารถดักจับสิ่งที่มีอนุภาคเล็ก เช่น ฝุ่น PM2.5 หรือมลพิษ อย่างควันบุหรี่ได้ เพราะแผ่นกรองอากาศประเภทนี้จะมีวัสดุหลักเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งจะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Discharge) ทำให้เมื่ออากาศเคลื่อนตัวผ่าน สิ่งสกปรกที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่มีทางเห็น จะถูกหยุดไว้ในขั้นตอนนี้

การดูแลรักษาแผ่นกรอง : ควรทำความสะอาดทุกๆ 4-5 เดือน โดยสามารถนำออกมาและแช่น้ำทิ้งไว้ 4-5 ชั่วโมง หลังจากนั้นตากแดดทิ้งไว้ให้แห้ง (ห้ามใช้สบู่ หรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ) และควรเปลี่นนทุกๆ 1 ปี

กรองชั้นที่สาม : แผ่นกรองคาร์บอน (Carbon filter)

จุดเด่นของแผ่นกรองชนิดนี้ คือมันสามารถดักจับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถกรอง สารเคมีที่ระเหยได้ง่าย เช่น คลอรีน (Cl)  สารประกอบอินทรีย์ (ฟอร์มาลิน – CH2O) กรดน้ำส้ม แอมโมเนีย และ สารอื่นๆ

การดูแลรักษาแผ่นกรอง : นำตัวแผ่นกรองมาเคาะ ปัด หรือดูดฝุ่น (ห้ามใช้นำยาทำความสะอาด) และควรเปลี่ยนทุกๆ 1 ปี

กรองชั้นที่สี่ : แผ่นกรองอัลตร้าพลาสม่าไอออน (UPI – Ultra Performance Ion Filter)

มันมีหน้าที่ในการกรองสิ่งสกปรกในขั้นสุดท้าย โดยถือเป็นการกรองอย่างละเอียดอีกขั้น เพื่อให้แน่ใจว่าอากาศที่จะสะอาดจริงๆ เพราะด้วยไมโครชิพในจะสร้างประจุไฟฟ้าปริมาณสูงขึ้นมา และทำงานร่วมกับแผ่นกรองอีนาโน (E-nano Filter) จะช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองสิ่งสกปรกและมลพิษ ที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากกว่า 0.1 ไมครอน (µ)

การดูแลรักษาแผ่นกรอง : ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนเลย

และท้ายที่สุดหลังจาก อากาศที่กรองและผ่านกระบวนการต่างๆ ก็จะถูกปล่อยออกมาเป็นอากาศบริสุทธิ์ที่พร้อมสำหรับการหายใจเข้าสู่ปอดของคุณ

(ทั้งนี้คุณสามารถดูรีวิวการใช้งานของ Airbot ได้ลิงก์นี้ เขาอธิบายรายละเอียดและเล่าถึงการใช้งานได้ครบถ้วนมากๆ )

สรุป

“พลเมืองโลกเสียชีวิตเนื่องจากมลพิษทางอากาศเฉลี่ย 7 ล้านคนต่อปี”

ข้อมูลจาก The Standard

ทีนี้ลองมาดูค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย ที่มีสาเหตุมาจากกลุ่มโรคมลพิษทางอากาศกันบ้างครับ

  • ภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจ : 500 – 15,000 บาท
  • หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ : 5,000 – 10,000 บาท
  • ถุงลมโป่งพอง / หัวใจ / ลหอดเลือดในสมอง : 50,000 – 100,000 บาท
  • มะเร็งปอด : 100,000 – 1,000,000 บาท

จะดีกว่าไหมถ้าคุณสามารถป้องกันความเสี่ยงต่ออันตรายเหล่านี้ด้วยเครื่องฟอกอากาศที่ราคาถูกกว่ามากๆ ( ราคา 7,900 แลกกับอายุการใช้งานขั้นต่ำ 5 ปี จะตกเพียงวันละ 4.3 บาทเท่านั้น )

อยู่ที่คุณแล้วว่าจะยอมใช้เงินวัน 4.3 บาท เพื่อแลกกับสุขภาพที่ดีหรือไม่

Showroom & Autobot Care 198 โครงการ | ยูเซ็นเตอร์ 1 ห้อง A07-A08 ซอยจุฬา 48 | แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

CONTACT

Call:  02-2152-577

Line: @autobot

Email: autobot.main@gmail.com

Instagram: @autobot_vacuum

Facebook: robotmaker