วิธีทำความสะอาดพรมให้เหมือนใหม่ โดยไม่ง้อเครื่องซักพรมราคาแพง

Apr 10, 2019 | Lifestyle

รู้หรือไม่ว่า “พรม” นั้นเป็นสิ่งที่กักเก็บสิ่งสกปรก ซึ่งน้ำหนักรวมกันแล้ว อาจจะมากกว่าตัวพรมถึง 4 เท่า (หรือมากกว่านั้น) ? โดยสิ่งสกปรกที่ว่า จะก่อปัญหาสุขภาพให้กับคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มันสามารถเป็นต้นเหตุที่ทำให้อาการแย่ลงถึงขั้นวิกฤตเลยก็ได้

แต่ถ้าดูเพียงแค่ผ่านตา คุณอาจจะไม่คิดว่าพรมที่บ้านของคุณนั้นสกปรก ผมจึงอยากให้ลองดูสถิติด้านล่างนี้ เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้ มันจะทำให้ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปแน่นอน

  • ผู้คนกว่า 90 % ยอมรับว่าเคยทำอาหารหกบนพรม ซึ่งนอกจากที่มันจะทิ้งเชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรียไว้แล้ว การนำอาหารที่ตกขึ้นมากินใหม่ ก็อาจจะทำให้คุณป่วยได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ เช่น  ชนิด Salmonella, E. coli หรือ staphylococcus (ชนิดที่พบบ่อยในพรม) นั้นสามารถอยู่ในพรมสามารถอยู่นานถึง 4 สัปดาห์
  • ผู้คนกว่า 75 % ยอมรับว่าเคยเหยียบพื้นทั้งๆนี้ไม่ได้ถอดรองเท้า ซึ่งมันคือการนำสิ่งสกปรกเข้ามาสู่พรมนั่นเอง
  • ผู้คนกว่า 70 % ยอมรับว่าพวกเขาเลือกที่จะนำเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เช่น โซฟา มาทับไว้ปกปิดร่องรอยสกปรก แทนที่จะทำความสะอาด ซึ่งจะยิ่งทำให้สิ่งสกปรกนั้นหมักหมมและก่อตัวได้ไวขึ้น

และถ้าสถิติยังไม่พอให้เชื่อ ลองไปดูหัวข้อด้านล่างกันต่อเลยครับ

สิ่งสกปรกที่ซ่อนอยู่ภายใต้พรมที่ (ดูเหมือนจะ) สะอาด

วัสดุของพรมส่วนใหญ่ เช่น ไนลอน (Nylon) โพลีเอสเตอร์ (Polyester) หรือ ขนสัตว์ (Wool) เป็นวัสดุที่อ่อนไหวต่อความชื้น และง่ายต่อการดูดซึมสิ่งสกปรก ซึ่งสามารถทำให้อากาศภายในบ้านแย่ลง สร้างกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และสุดท้ายมันจะสร้างปัญหาสุขภาพให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน

คุณอาจจะไม่เคยรู้ว่าภายใต้พรมที่บ้านของคุณ อาจจะซ่อนสิ่งสกปรกเหล่านี้ไว้อยู่..

  • คราบดินและโคลน : คราบดินและโคลนเหล่านี้มักจะติดมากับรองเท้า หลังจากที่เราออกไปข้างนอกบ้านมา รวมไปถึง เวลาที่คุณพาสุนัขของคุณออกไปเดินเล่น เมื่อพวกเขากลับเข้ามา สิ่งเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะตามกลับมากับพวกเขาด้วย

  • เส้นผม และเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว : โดยทั่วไป ผมคนเราจะร่วงประมาณ 50 – 100 เส้นต่อวันโดยเฉลี่ย และผลัดสะเก็ดผิวหนังประมาณ  1.5 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งเซลล์ผิวหนังเหล่านี้เป็นอาหารจารโปรดสัตว์และแมลงขนาดเล็ก (เช่น ไรฝุ่น เห็บ หรือหมัด) แปลว่าพรมที่เต็มไปด้วยเซลล์ผิวหนัง ก็มักจะเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

  • ฝุ่นและไรฝุ่น : จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าฝุ่น 1 กรัม นั้นมีไรฝุ่นมากถึง 2,500 ตัว ซึ่งเป็นไรฝุ่นที่มักอาศัยอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โดยเฉพาะพรม ในตัวไรฝุ่นและมูลของมันนั้นมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่สามารถทำปฏิกิริยากับภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ และผิวหนัง

  • จุลินทรีย์และแบคทีเรีย : เชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่พบบ่อยในพรมก็มีอย่างเช่น salmonella, E. coli หรือ staphylococcus ซึ่งจะซุกซ่อนอยู่ตามเส้นใยของวัสดุที่ใช้ทำพรม โดยเฉพาะกลุ่มเชื้อราที่ชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือความอุ่น ดังนั้นพรมเช็ดเท้าที่วางไว้หน้าห้องน้ำจึงเป็นที่สุดฮิตของเชื้อรานั่นเอง

  • สาร VOCs : VOCs (วีโอซี) คือ สารประกอบอินทรีย์ระเหย หรือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย โดยมักปะปนมาใน ควันบุหรี่ สีทาบ้าน หรือไอน้ำมัน ซึ่งสามารถติดฝังแน่นกับตัวพรม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในบ้านได้ ด้วยการสูดดมหรือสัมผัสโดยตรงต่อผิวหนัง

  • เศษอาหาร : การทำอาหารหรือเครื่องดื่มหกลงไปบนพื้น มันไม่เพียงแต่ทิ้งคราบสกปรกเอาไว้เท่านั้น แต่มันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้แบคทีเรียและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กก่อตัวขึ้น และสร้างอันตรายต่อคนในบ้านได้ด้วย

พรมที่อยู่บนพื้นกำลังทำลายสุขภาพของคุณและครอบครัวอยู่หรือเปล่า ?

พรมถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้อากาศภายในอาคารนั้นแย่ลง เพราะมันเป็นศูนย์รวมของสารก่อภูมิแพ้และสิ่งสกปรกต่างๆ อย่างที่ได้พูดถึงในหัวข้อด้านบน โดยมันจะก่อมลพิษในอากาศที่คุณหายใจอยู่ทุกวัน และทำลายสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การสูดดมสิ่งเหล่านี้เข้าไปเป็นประจำจึงทำให้คุณมีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพดังนี้ : 

เครดิตรูปภาพ : atlantaallergy

โรคภูมิแพ้ : ป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของเรามีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อม แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไป โดยมีต้นเหตุจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่อยู่สะสมอยู่ในพรม เช่น ไรฝุ่น หรือเกสรดอกไม้

เครดิตรูปภาพ : medicalnewstoday

โรคหอบหืด :  เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ร่วมกับภาวะผิดปกติของหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น เชื้อรา หรือฝุ่น ที่ซ่อนอยู่ในพรม  

เครดิตรูปภาพ : dermalmedix 

โรคผื่นและเชื้อรา : โรคนี้มักเกิดขึ้นที่บริเวณเท้า ด้วยเหตุผลเดียวกับการที่คุณใส่รองเท้าและไปแช่ในน้ำ เพราะเมื่อคุณอยู่ในบ้าน เท้าของคุณคืออวัยวะส่วนที่ได้สัมผัสกับพรมบ่อยที่สุด ซึ่งถ้าพรมนั้นเกิดมีเชื้อราและแบคทีเรีย และเท้าของคุณก็เต็มไปด้วยเหงื่อ เมื่อสัมผัสกับพรม ก็มีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวได้ โดยผื่นคืออาการขั้นเบื้องต้น แต่มันจะลุกลามไปสู่โรคเชื้อรานั่นเอง

เชื่อว่ามาถึงตรงนี้แล้ว คุณคงต้องยอมรับกับตัวเองแล้วหล่ะครับ ว่าพรมที่บ้านของคุณนั้นไม่ได้สะอาดอย่างที่คิด และถึงเวลาที่จะเริ่มดูแลทำความสะอาดมันได้แล้ว

โดยในหัวข้อต่อไป ผมจะให้วิธีที่ถือเป็น “เคล็ดลับ” ในการทำความสะอาดพรมเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นวิธีการทำความสะอาดที่สามารถทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเครื่องซักพรมราคาแพงเลย (30,000 – 150,000 บาท)

วิธีการทำความสะอาดพรมให้เหมือนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องซักพรม  

1. กำจัดคราบเลอะต่างๆ

1.1 คราบที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน  ให้คุณลองสังเกตุว่าบนพรมนั้นมีคราบอะไรที่ยังไม่ได้ฝังลึกหรือซึมเข้าไปในตัวพรมหรือไม่ ถ้ามี ให้รีบทำความสะอาดทันที เช่น การนำผ้า ทิชชู่ หรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) มาซับน้ำที่เพิ่งหกลงไปบนพรม โดยอย่าปล่อยให้เศษอาหารหรือเครื่องดื่มซึมเข้าไปในพรมเด็ดขาด

เพราะนอกจากที่คราบและกลิ่นจะฝังแน่นแล้ว เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นรั่วซึมไปถึงส่วนก้นของพรม มันก็จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆได้

ข้อแนะนำ : ถ้าคุณรู้ว่ามีคนในบ้านหรือแขกที่กำลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำใกล้กับพรมที่พื้นอยู่ แนะนำให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นตกลงสู่พรม หรือหาอุปกรณ์ที่เสริม เช่น ที่รองแก้ว เพื่อป้องกันน้ำที่จะหกลงสู่พรม

1.2 คราบฝังแน่น ถ้าคราบนั้นเริ่มฝังแน่นหรือเป็นคราบที่มีความเข้มข้นสูง อย่างเช่น เลือด ให้น้ำผ้า หรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) ชุบน้ำ บิดให้อยู่ในระดับเปียกหมาดๆ และค่อยๆ นำมาซับคราบที่ฝังแน่นออก โดยห้ามขยี้หรือขัด เพราะอาจจะทำให้พรมเกิดความเสียหายได้ การทำแบบนี้จะช่วยทำให้คราบฝังแน่นนั้นจางลง และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นในขั้นตอนถัดๆไป

ข้อแนะนำ : เพื่อให้คราบที่ฝังแน่นลดน้อยลงที่สุด หลังจากทำตามวิธีด้านบนแล้ว ให้นำทิชชู่ (แบบที่ซึมซับน้ำได้ดี) มาวางไว้ ณ จุดที่เกิดรอยเปื้อน แล้วให้นำวัตถุที่มีความหนักมาวางทับทิชชู่นั้นไว้ เพื่อให้น้ำจากตัวพรม พร้อมกับคราบฝังแน่นถูกดูดขึ้นไปทิชชู่นั่นเอง

1.3  คราบเฉพาะจุดที่มาพร้อมกลิ่น หนึ่งสิ่งที่ช่วยขจัดคราบเฉพาะจุดได้ดีที่สุดก็คือ ‘น้ำโซดา’ นี่แหละครับ โดยถ้าคุณเผลอทำน้ำผลไม้หรือไวน์หกลงไปบนพรม คุณสามารถเทน้ำโซดา (จำนวนไม่มาก) ลงไปบนพรม ปล่อยให้มันทำปฏิกิริยากับรอยนั้นสัก 10-15 วินาที และค่อยใช้ผ้าซับๆออก มันสามารถสลายคราบพร้อมกับกลิ่นที่มาจากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วย

ข้อแนะนำ : ควรเทน้ำโซดาลงไปบนพรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (½ – 1 ฝา) เพราะถ้าคุณเทมากเกินไป มันจะเหมือนน้ำที่ซึมลงไปด้านล้างสุดของพรม และทำให้เกิดเชื้อราได้

1.4 คราบหมึกซึม ถ้าคราบที่เกิดขึ้นบนพรมคือรอยหมึกจากปากกา แนะนำให้คุณลองใช้นมผสมกับแป้งข้าวโพด โดยหลังจากคุณทำการผสมในถ้วยให้เข้ากันแล้ว ให้เทมันลงบนคราบหมึก แล้วใช้แปรงสีฟันที่แห้งค่อยๆถูมันออกอย่างละเมียดละไม หมึกเหล่านั้นจะลอยขึ้นมาและซึมกลับไปที่ขนของแปรงสีฟัน

2. กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

2.1 น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการกำจัดกลิ่นและคราบเล็กๆน้อยๆ และเพื่อไม่ให้พรมของคุณเต็มไปด้วยกลิ่นของน้ำส้มสายชู (ที่มากเกินไป) คุณจึงควรผสมน้ำสมสายขูเข้ากับน้ำเปล่าที่อัตราส่วน 1:1 ลงไปในขวดสเปรย์ และฉีดมันไปที่จุดที่มีคราบที่ส่งกลิ่น หลังจากนั้นค่อยนำผ้าแห้งค่อยๆซับมันออก

ข้อแนะนำ : คุณสามารถใช้น้ำส้มสายชูกำจัดคราบเล็กๆ รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เกือบทุกชนิด

2.2 เบกกิ้งโซดา เป็นอีกหนึ่งของใช้ในครัวเรือนที่มีประโยชน์หลากหลายด้านมากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการกำจัดกลิ่นที่ฝังแน่นบนพรม ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากเพื่อกำจัดกลิ่นที่เหม็นไปทั่วบ้านของคุณ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ เพียงแค่คุณโรยผงเบกกิ้งโซดาลงไปบริเวณที่พรม ทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นค่อยดูดฝุ่นอีกที เท่านี้กลิ่นฝังแน่นที่อบอวลไปทั่วบ้านก็จะหายไป

ข้อแนะนำ : คุณควรโรยผงเบกกิ้งโซดาเฉพาะบริเวณที่ส่งกลิ่นเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

2.3 มันฝรั่ง มันอาจจะดูเป็นสิ่งแปลกที่จะนำมาวางไว้บนพรม แต่จริงๆแล้ว มันฝรั่งนั้นมีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นได้ เพียงแค่คุณขูดมันฝรั่งออกมาเป็นชิ้นๆและนำไปวางไว้บนพรม ปล่อยทิ้งไว้สัก 4-5 ชั่วโมง แล้วค่อยดูดฝุ่นหลังจากนั้น กลิ่นเหม็นต่างๆก็จะบรรเทาลง

ข้อแนะนำ : ในขั้นตอนสุดท้าย ควรใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีแรงดูดสูง (1,500 – 1,800 PA) เพื่อทำความสะอาดให้หมดจด

3.ดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อยู่ในพรม

3.1 ใช้หุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นคุณภาพสูง การดูดฝุ่นนั้นเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำความสะอาดพรม (แต่ก็ต้องทำร่วมกับวิธีอื่นๆ ด้วย) และในการเลือกซื้อหุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดพรมนั้น 2 สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ

– พลังการดูด : การดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็ก (เช่น เม็ดทราย) ที่ฝังแน่นอยู่ในพรม ถ้าพละกำลังการดูดของตัวเครื่องนั้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ลึกๆได้ สิ่งที่คุณต้องการคือหุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นที่มีพลังการดูดที่แรงพอ

โดยถ้าดูจากตารางด้านบน จะเห็นได้ว่ายิ่งมีพละกำลังการดูดมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถดูดสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็กได้มากเท่าเท่านั้น ดังนั้นผมจึงแนะนำว่าควรเลือกหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีพลังการดูด 1,500 – 1,800 PA 

– ไส้กรองคุณภาพสูง : ยังมีเครื่องดูดฝุ่นบางประเภทที่ยังใช้ถุงเป็นที่กักเก็บฝุ่น และไม่มีไส้กรอง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสที่ฝุ่นจะรั่วออกมาจากตัวถุงได้

สำหรับการทำความสะอาดพรม คุณควรใช้หุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นที่ใช้ไส้กรองชนิด HEPA (High efficiency particulate air) เพราะมันสามารถดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรกขนาด 0.3 ได้ ซึ่งทำให้คุณมั่นใจได้ว่าฝุ่นขนาดเล็ก (มากๆ) จะถูกกำจัดและไม่กลับไปหาพรมของคุณอีก

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘หุ่นยนต์ดูดฝุ่น’ หรือ ‘เครื่องดูดฝุ่นนั้น’ ทั้งสองก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านบทความนี้ เพื่อศึกษาข้อมูลและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อครับ

3.2 ดูดฝุ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ คุณก็ควรกำหนดวันที่จะดูดฝุ่นและทำความสะอาดพรมอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิด เชื้อรา แบคทีเรีย รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ฝังแน่น

(โดยถ้าเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นจาก Autobot คุณสามารถเพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยการเข้าไปตั้งค่าตารางการดูดฝุ่นได้ที่ Appplication ของ Autobot เลยครับ)

3.3 ทำความสะอาดเป็นประจำทุกวันในบริเวณที่มีการใช้งานบ่อย ถ้าที่บ้านหรือที่ทำงานของคุณมีพื้นที่ที่ใช้พรมปูพื้นเป็นแนวยาว แน่นอนว่าผู้คนภายในบ้านหรือที่ทำงานก็มีโอกาสเดินผ่านและใช้งานมันเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นในตอนท้ายของแต่ละวัน คุณควรดูดฝุ่นเพื่อรักษาความสะอาดของพรมไว้ ไม่อย่างนั้นพื้นที่บริเวณที่นำพรมไปวางอาจจะเกิดกลิ่นอับ และทำให้อากาศภายในบริเวณนั้นแย่ลงได้

สรุป

ถึงแม้ว่าคุณจะรู้วิธีการจัดการกับสิ่งสกปรกที่อยู่ข้างในพรมแล้ว แต่แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น..

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พฤติกรรมที่ดีของคนในบ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งถูกสร้างขึ้นได้ เช่น การกำหนดกฎระเบียบเพื่อให้ทุกคนถอดรองเท้าก่อนที่จะเดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนที่เป็นพรม หรือให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาในบริเวณนั้น

สุดท้ายพฤติกรรมที่ดีที่เหล่านี้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำความสะอาด และเพิ่มเวลาว่างให้คุณได้ทุ่มเทในสิ่งที่คุณรักมากขึ้นครับ 🙂

Showroom & Autobot Care 198 โครงการ | ยูเซ็นเตอร์ 1 ห้อง A07-A08 ซอยจุฬา 48 | แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

CONTACT

Call:  02-2152-577

Line: @autobot

Email: autobot.main@gmail.com

Instagram: @autobot_vacuum

Facebook: robotmaker